7 เส้นทางอาชีพเกษตรที่สร้างรายได้สุดปัง!

7 เส้นทางอาชีพเกษตรที่สร้างรายได้สุดปัง!

7 เส้นทางอาชีพเกษตรที่สร้างรายได้สุดปัง! อาชีพเกษตรกรในปัจจุบัน ถือว่ากำลังมาแรงมากเลยทีเดียว ด้วยการที่แรงงานกว่าร้อยละ 42 ของโลก ประกอบอาชีพเกษตรกร เกษตรกรที่มีฐานะมักมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง แต่สำหรับเกษตรกรที่มีฐานะปานกลางและค่อนข้างต่ำถึงยากจนมักเช่าที่ดินทำกินมากกว่า

สำหรับในประเทศไทยนั้นอาชีพนี้ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีเลยทีเดียว ด้วยคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่นำมาพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้า และสามารถเพิ่มพูนราบได้ให้มากกว่า วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเส้นทางสายอาชีพเกษตรกรที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ ปลูกผัก รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

ไก่ซิลกี้

1.เลี้ยงไก่ซิลค์กี้

การเพาะเลี้ยง ‘ไก่ซิลค์กี้’ และ ‘ไก่โปแลนด์’ เพื่อจำหน่ายโดยไก่สายพันธุ์นี้เป็นไก่สวยงาม ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก ซึ่ง ‘คุณนิ้ง’ เป็นเกษตรกรอีกท่านหนึ่งที่หันหลังให้กันงานประจำและมุ่งสู่การเพาะเลี้ยงไก่สายพันธุ์นี้อย่างเต็มตัวจนได้รับความนิยมอย่างมาก ส่งขายจนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จนเมื่อถึงจุดอิ่มตัวจึงหันมาศึกษาเรื่องการเลี้ยงไก่และมุ่งไปที่ ‘ไก่ซิลค์กี้’ และ ‘ไก่โปแลนด์’

ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์ต่างประเทศ และที่โดดเด่นคือสายพันธุ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการเลี้ยงก็เหมือนกับเลี้ยงไก่ทั่วไปแต่ต้องเน้นเรื่องความสะอาด ความชื้น และเรื่องของยุง สร้างรายได้ได้มากกว่าเดือนละ 50,000 บาทเลยทีเดียว

กุ้งเครย์ฟิช

2. เลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช

‘กุ้งเครย์ฟิช’ เป็นอีกอาชีพที่มีกระแสตอบรับที่ดีมาก ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา จนมีกลุ่มเกษตรกรหน้าใหม่ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน หันมาเพาะเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก อย่างเดียวกันคุณเหม็ง ที่ยอมออกจากงานประจำเพื่อมุ่งสู่การเพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชอย่างเต็มตัว ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จสร้างรายได้มาสู่ครอบครัว อีกทั้งยังมีเทคนิคการเพาะเลี้ยงมากมาย การเลี้ยง ‘กุ้งเครย์ฟิช’ จะคล้ายๆกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง แต่สภาพน้ำต้องมีความสะอาดมากกว่า และมีการควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะ ซึ่งกุ้งเครย์ฟิชจะชอบอุณหภูมิไม่เกิน 29 องศาเซลเซียส ในการเลี้ยงควรจะมีออกซิเจนและมีตัวกรองภายในตู้ที่เลี้ยง เพื่อดูดเศษอาหารหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ภายในตู้เลี้ยง สร้างรายได้มากกว่า 3 แสนบาทต่อเดือนเลย

ผักสลัด

3. ปลูกผักสลัด

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้นต้องดูแลในเรื่องของน้ำและแสงแดดเป็นหลัก เนื่องจากหากน้ำขาดจะทำให้ต้นตายได้รวมถึงแสงแดด เมื่อย้ายลงรางแปลงปลูกแล้วจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 20 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่หยอดเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 40-45 วัน ก็สามารถนำมารับประทานหรือนำไปจำหน่ายต่อได้แล้ว เรื่องราคาจำหน่ายหากเป็นราคาส่งจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 65-150 แล้วแต่ช่วงฤดูกาล ราคาปลีกจะอยู่ที่ประมาณ 100-150 บาท ซึ่งในแต่ละเดือนจะได้ผักไว้จำหน่ายประมาณ 200 กิโลกรัม นอกจะนี้หากมีผักเหลือยังสามารถนำไปเพิ่มมูลค่า โดยการนำไปทำเป็นสลัดโรลจำหน่ายกล่องละ 35 บาทเท่านั้น  สามารถสร้างเป็นรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 20,000-30,000 บาทเลยทีเดียว

มะพร้าวน้ำหอม

4. ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

ต้นมะพร้าวน้ำหอมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี ก็จะเริ่มออกผลผลิต แล้วแต่ความสมบูรณ์ในแต่ละพื้นที่ เมื่อมีจั่นมะพร้าวหรือช่ออ่อนของดอกแรกที่ออกมานั้นจะยังไม่สามารถปาดจั่นเพื่อรองเป็นน้ำตาลมะพร้าวสดได้ ต้องรอในช่วงจั่นถัดไป โดยวิธีการเก็บน้ำตาลสดนั้น ให้โน้มตัวจั่นเป็นเวลาประมาณ 5 วัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้จั่นออกน้ำเยอะ หลังจากนั้นทำการปาดจั่นบางๆ พร้อมใช้กระบอกน้ำเป็นภาชนะไว้รองตัวน้ำตาลมะพร้าว สามารถเก็บได้ 2 ช่วงเวลา คือเช้าและเย็น สวนของลุงเจน สามารถผลิตลูกพร้าวได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000-10,000 ลูก สร้างรายได้ต่อเดือนสูงถึง 100,000-200,000 บาท

5. ปลูกอินทผลัม

อินทผลัมเมื่อลงปลูกแล้วจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี 4 เดือน ถึง 2 ปี ก็สามารถให้ผลผลิตได้แล้ว เฉลี่ยจะให้ต่อต้นประมาณ 80 กิโลกรัม ยิ่งอายุต้นมากขึ้นก็ยิ่งให้ผลผลิตมากขึ้นเช่นกัน โดยอายุ 10-50 ปี นั้น สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อต้นเลยทีเดียว ราคากิโลกรัมที่ขายอยู่ตอนนี้ตกกิโลกรัมละ 500-600 บาท (ผลสดสายพันธุ์บาฮี)

มัลเบอร์รี

6. ปลูกมัลเบอร์รี

ครูสาวจันทบุรี เก็บผลมัลเบอร์รีส่งขายให้ลูกค้า ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 – 40 กิโลกรัมต่อวัน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 200 บาท โดยลูกค้าจะสั่งนำไปขายเป็นจำนวนมาก และในช่วงนี้ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจึงได้คิดต่อยอดการขายโดยนำไปแปรรูปเป็นแยมมัลเบอร์รี จำหน่าย กระปุกละ 100 บาท และแปรรูปเป็นน้ำมัลเบอร์รีเข้มข้น 100% ปราศจากสารกันบูดและน้ำตาล โดยจำหน่ายในราคา ขวดละ 60 บาท

7. ปลูกทุเรียนนนท์

สำหรับจุดเด่นของทุเรียนนนท์มีความพิเศษไม่เหมือนที่อื่นๆ คือจะมีเปลือกที่บาง กลิ่นหอมไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน ตัวเนื้อทุเรียนจะมีรสชาติที่หวานกลมกล่อมละมุมลิ้น และที่สำคัญไม่มีเสี้ยนอีกด้วย ซึ่งดิน จ.นนทบุรี นั้นจะมีความอุดมสมบูรณ์มีสารอาหารที่เหมาะสมต่อทุเรียนทำให้รสชาติของทุเรียนดีตามไปด้วย โดยทุเรียนขึ้นชื่อของที่สวนนั้นก็คือ ‘ก้านยาว’ ราคาขั้นต่ำสุดจะอยู่ที่ 5,000 บาท ขนาดกลาง 12,000 – 15,000 บาท สูงสุดอยู่ที่ 20,000 บาท ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกด้วยเช่นกัน รองลงมาจะเป็น ‘หมอนทอง’ ราคาจะอยู่ที่ 2,000 – 5,000 บาท

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเส้นทางอาชีพเกษตรที่นำมาฝากกัน หลายๆ คนคงสนใจกันใช่ไหมล่ะ ไม่ว่าจะเป้นการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ปลูกผลไม้ ก็น่าทำไม่แพ้กัน ใครที่เบื่อๆ งานออฟฟิศก็ลองศึกษากันดูก่อนก็ได้นะ อ่านเพิ่มเติม 5 สูตรชนะสล็อตฉบับเซียน

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ : การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน